Friday, August 19, 2005

"ถ้าให้เธอทำ-เธอจะทำอะไร"- จาก โจ สมหวัง

"ถึงมันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด ถึงมันจะผิดช่างมันประไร
ถ้าเราจะเดินมันคงไม่ไกล ถ้าเราไม่ไปคงไม่มีวัน คงไม่มีวัน.... "

เมื่อวานได้ฟังเพลงจากวงดนตรีสลึง ที่ศาลายา บรรยากาศเหมือนที่ผ่านมา4ปีเลยครับ....
แล้วก็บังเอิญ วันที่ฟังเมื่อ4ปีก่อน กับในวันนี้ก็เหมือนกัน รู้สึกเหมือนไม่มีแรงทำอะไรเลย ไม่รู้จะทำทำไม
แล้วก็อีกนั่นแหละ เพลงที่ครั้งนึง เคยทำให้ผมมีกำลังของใจ มีแรงที่จะทำอะไร เพื่ออะไร
เพลงในวันนั้น ที่เคยช่วยผมไว้ อีก4ปีมันก็ยังกลับมาช่วยผมอีกครั้ง แม้ว่าจะลืมมันไปแล้ว
ขอบคุณจริงๆ ที่วันนั้น เข้าไปศาลายา... ขอบคุณพี่ๆสลึง ขอบคุณคนแต่งเพลง ฮือๆ

เอามาแบ่งปัน เพลงนี้ผมชอบมากๆ ชอบในเนื้อหา ความท้าทายที่จะทำ
"เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ แม้ว่าจะช้าไปบ้าง ผิดไปบ้าง แต่ขอให้ยังคงทำไปเถอะครับ"
ลองฟังดูนะครับ เพลง "เพื่อเมืองไทย" ต้องคลิ๊กไปฟังเองนะครับ ^_^
ต้องมีโปรแกรมเล่นเพลงRealOne Playerด้วยครับ
http://www.geocities.com/oldsonghome/dino/dino4.html

นั่งฟังเพลงก็เกือบจะร้องไห้ แต่แก่แล้วอายเด็กๆ นั่งคนเดียวไม่กล้าร้อง เหอๆ
คิดอะไรได้หลายอย่าง ทั้งที่หายไป ทั้งที่ควรจะทำ เชื่อว่าหลายคนคงมีความทรงจำกับเพลงออกค่าย
เพลงดีๆ เพลงกำลังใจ เพลงกำลังใจแด่คนช่างฝัน เพลงดอกไม้ <--- ที่ลิ้งค์ก็มีเพลงดอกไม้
ฟังแล้ว อืมๆ มันมีแรง รู้สึกเราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้ทำคนเดียว ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้ายที่จะทำ

ผมชอบนะ เมื่อได้ยินคำว่า ทำไปเถอะตามที่ตัวเองได้ตัดสินใจทำ
ถึงมันไม่ง่าย ถึงมันจะยาก ถึงจะดูเหมือนไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจ
เราอาจทำผิดบ้าง ถูกบ้าง พลาดไปบ้าง ช้าไปบ้าง ทำไม่ได้บ้าง เหนื่อยบ้าง พักบ้าง หยุดบ้าง
สำคัญที่อย่าเลิกทำ จงวางใจในความผิดพลาด ความยาก อุปสรรค
เราจะเรียนรู้มันทีละนิดช้าๆไม่ต้องรีบ มันมีจังหวะ บางทีก็เร็ว บางทีก็ช้า บางทีก็สูง บางทีก็ต่ำ
เค้าเรียกว่าท่วงทำนองของชีวิต จังหวะชีวิต มีความงามสุนทรียะ
ขออย่าท้อแท้ ถ้าเกิดท้อก็ขออย่าให้นาน ไม่เป็นไร ท้อได้

ไปก่อนหละนะครับ สู้ๆกันต่อไปนะครับ ทุกคนมีทางของตัวเอง
และเป็นทางที่เราเลือกแล้วที่ดีที่สุด วางใจเถอะครับ....

โจ

Monday, July 18, 2005

Power of Mind - from Joe -สมหวัง

Power of Mind
12 July 2005
จากความอ่อนแอทางภาษาไทย ผมจึงได้แยกคำว่า “กำลังใจ” ออกเป็นสองคำ ประกอบด้วยคำว่า กำลัง และ ใจ จากนั้นได้แปลความหมายของคำว่า “กำลังใจ” คือ กำลังของใจ แปลกันง่ายๆตรงๆอย่างนี้ อีกทั้งจากความไม่ประสาทางภาษาต่างประเทศ จึงแปล “กำลังใจ“ เป็นภาษาอังกฤษว่า “Power of Mind” ดูเก๋ไก๋ใช่ที่ แต่คุยกับฝรั่งคงไม่รู้เรื่อง

จะเห็นว่าความอ่อนแอทางภาษาของผมมีอยู่มาก ผมจึงอยากจะขอเสนอ “กำลังใจ” ในนิยามเชิงวิทยาศาสตร์ดูบ้าง จากนิยาม กำลัง หมายถึง ปริมาณของงานที่ทำได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เขียนแทนได้เป็นสมการ P = W / t ดังที่ได้เรียนกันตั้งแต่ม.ต้น อธิบายแยกความได้ว่า

กำลังใจ หมายถึง กำลังของใจที่สามารถทำให้เกิดงานได้ พูดง่ายๆว่า ไม่มีกำลังใจก็ไม่สามารถทำงานได้ อีกประการหนึ่ง กำลังเป็นปริมาณ ดังนั้น กำลังของใจจึงเป็นค่าที่เพิ่มหรือลดได้ มีกำลังใจมากก็ทำงานได้มาก กำลังใจน้อยก็ทำงานได้น้อย ไม่มีกำลังใจเลยก็ทำงานไม่ได้ จะเห็นความสำคัญของกำลังใจต่องาน หรือกิจกรรมต่างๆที่เราจะทำ ดังนั้น ใจจึงมาก่อน ฉันทะ จึงต้องเกิดก่อน หรือแม้กระทั่งจะกระทำสิ่งใดๆ จิตจึงกระทำก่อน ไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือชั่วก็ตาม ดังนั้น จึงต้องหมั่นเจริญสติให้รู้ตัว และสมาธิให้จิตตั้งมั่น จากวิทยาศาสตร์เลยไปถึงศาสนาปรัชญา แต่ผมว่าทั้งสองสิ่งแยกกันไม่ออก น่าจะอธิบายไปด้วยกัน

ฟุ้งกันไปไกล ขอกลับมาที่การอธิบายกำลังใจ เมื่อกำลังใจทำให้เกิดงานต่างๆ อีกทั้งสามารถทำให้เพิ่มหรือลดได้ ถ้าเราสามารถเพิ่มเติมกำลังใจของตนเองได้มาก นั่นก็หมายความว่า เราก็สามารถทำงานต่างๆได้มากเช่นกัน กลับกัน ยามใดที่ท้อแท้หมดกำลังใจเราก็จะทำงานได้น้อย ดังนั้น ใจจึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่เราน่าจะมารู้จักกลวิธีในการเพิ่มเติมกำลังใจแก่ตัวเองและคนที่รักรอบข้าง

กำลังใจ เรื่องของใจ เป็นเรื่องที่แปลก ถ้าใช้วิทยาศาสตร์ระดับความรู้พื้นฐานแบบผม อาจจะงงกันได้ ก็เมื่อเราให้กำลังใจกับใครไป กำลังใจของเราไม่ได้ลดลงไปด้วย เช่นเดียวกับความรัก เมื่อเราให้ความรักความปราถนาดีแก่คนอื่น สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่ได้ลดลงไปจากใจของเราเลย มีกลับกลับเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ยิ่งให้ก็ยิ่งเพิ่ม เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของจิตใจ ที่อาจจะใช้ควอนตัมฟิสิกส์มาอธิบายได้มั้ง แฮ่ๆ แต่ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้ ก็ใจคนมันยากหยั่งถึงซับซ้อนเกินกว่าที่ผมจะรู้ใจใครสักคนนี่นา

จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเราอยากได้กำลังใจจากใครสักคน ผมว่า สิ่งที่เราทำคือการเปิดใจ และน้อมความปราถนาดี กำลังใจมาเพิ่มเติมในหัวใจตนเอง จะเห็นว่ามันเป็นการกระทำแบบสองทิศทาง เราเปิดใจ เค้าให้ใจ ว้าว โรแมนติกจัง แหะ แต่ถ้าขาดทิศทางใดไป กำลังใจที่อยากจะได้อาจจะติดขัดไม่สามารถส่งถึงหัวใจของเราได้

ในทำนองเดียวกัน การที่จะให้กำลังใจใครสักคนหนึ่ง เราควรจะเปิดใจเราก่อน ให้ความปราถนาดี ให้กำลังของใจมันไหลออกจากหัวใจของเราจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความคุ้นเคยที่จะเปิดใจผู้ที่เรารักอยากให้กำลังใจเค้าไป ให้หัวใจเราส่งถึงกัน เรื่องนี้ต้องศึกษาเรื่องกฎของแรงเพิ่มเติม เรียกว่าแรงใจ หรือ แรงของใจ 55 สำคัญที่สุดคือให้เอาหัวใจเราไปเปิดหัวใจเค้า จึงจะสัมผัสใจกันและกันได้

เมื่อวานนี้ ผมเองก็มีโอกาสไปเก็บเกี่ยวกำลังใจจากครูมัธยมปลายที่เคารพของผม และคิดว่าเป็นการพูดคุยที่ทำให้เกิดกำลังใจทั้งสองฝ่าย ก็หัวใจเราเปิดให้กันนี่นา อิอิ ว่าไปนั่น ครูเป็นคนที่สู้มาตลอด ดังนั้น จึงมีกำลังใจมาก มีกลวิธีทางความคิดที่จะหักหาญความท้อแท้ออกจากใจ จึงถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นมาแด่ศิษย์ ด้วยความเป็นครู เค้าจึงเป็นครูไปตลอดชีวิตผม มิใช่เพียงแต่ในชั้นเรียน เนื้อหาในตำราแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นครู ผู้เอาเรื่องราวชีวิตมาสอนด้วย ถือว่าผมโชคดีที่ได้พบเจอบุคคลดีๆในชีวิตหลายท่าน และท่านเหล่านั้นก็ล้วนเป็นครูที่ดี ผมมักจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อจะเติบโตอย่างช้าๆ เหนือสิ่งอื่นใดทุกคนให้กำลังใจและความปราถนาดีเสมอมา อยากถือโอกาสนี้ ล้อมรำลึกคุณของครู และคนดีๆในชีวิตที่คอยให้กำลังใจเราอยู่เสมอ ขอบพระคุณมากๆครับ และบทเรียนเรื่องการได้รับกำลังใจ ก็ไม่อาจจะลืมที่จะเป็นผู้ให้ที่ดีบ้าง เราต้องรู้จักการให้กำลังใจแด่คนรอบข้างด้วยนะครับ ^_^

ผมว่าประเทศไทยมีเรื่องที่สวยงามอีกเยอะเลยนะครับ หนึ่งในเรื่องที่สวยงามที่สุด ดีงามที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุด คือการที่เรามีพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นในหลวงของเราทุกคน เราสามารถเปิดใจรับท่านเข้ามาสถิต ณ กลางดวงใจของเราทุกคน และท่านเองก็มีมีพวกเราอยู่ในดวงฤทัยอย่างเท่าเทียมมิมีแตกต่าง นี่คือความเป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวของเรา เป็นขุมพลังของเราทุกคน ยามที่ท้อแท้หมดกำลังใจ เมื่อเรานึกถึงความเสียสละและข้อคิดต่างๆของในหลวง ก็จะบังเกิดกำลังของใจอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นเรื่องที่โชคดีของพวกเราทุกคน คิดอย่างผมไหมครับ _/\_ขอจงทรงพระเจริญ _/\_

joe ( ^_^ ) : " ทำความดีอย่าท้อแท้นะครับ ”

Friday, July 08, 2005

'live well, love much, laugh often' - from Benja

***ขำแบบไหนบอกนิสัยคุณ***
555 = คุณเป็นคนจิงใจ เปิดเผยหึ หึ = คุณเป็นคนที่รอบคอบ ฉลาด หัวไวพอสมควร คุณเป็นคนรักศิลป ดนตรี เรื่องหัวศิลป ยกให้เค้าเลย
อิ อิ = คุณเป็นพวก อ่อนไหว โดนหลอกง่าย เพราะคุณเป็นพวกที่มองโลกในแง่ดีเสมอ
ฮิ ฮิ = หัวเราะแบบนี้คุณเป็นคนที่ แข็งนอกอ่อนใน เก็บความรู้สึกเก่ง
เหอะๆ = หัวเราะยอดฮิตจ้า คุณที่ไม่อยู่นิ่ง ชอบที่จะสรรหาสิ่งต่างๆมาทำเสมอ ชอบที่จะค้นค้าหาสิ่งใหม่ๆ
คิก คิก = หัวเราะแบบนี้ บอกความน่ารักสดใสในตัวคุณ ขี้เล่น จนมีคนมาพุดกับคุณว่า "นี่เมื่อไร่เธอจะโตสักที"
โฮะๆๆ = คุณคงเคยเห็นตามการ์ตูน ที่ส่วนมากคนที่หัวเราะแบบนี้มักจะเป็น นางร้าย แต่การหัเราะแบบนี้แสดงถึงความ เด็ดเดี่ยว ถ้าคิดจะทำอะไรแล้วต้องไม่พลาด และ ต้องสำเร็จ เป็นคนที่คุณมองข้ามไม่ได้เลย
ก๊ากๆ = ไม่บอกคุณคงจะเดาออกกันใช่มั้ย ว่าการหัวเราะแบบนี้ หมายถึงคุณมีลักษณะอย่างไร คำตอบคือ คุณเป็นคนที่ค่อนข้าง รั่ว เส้นตื้น แต่นั่นเป็นเพียงข้อย่อย แท้จริงแล้ว การหัวเราะแบบนี้หมายถึงคุณเป็นคนที่สุขภาพจิตดี เป็นคนที่มีมีมนุษย์สัมพันธ์ ที่ดีทีเดียว
กั๊กๆๆๆ = อยู่ในหมวดเดียวกับ "ก๊ากๆ" แต่ต่างกันที่ตรง คุณเป็นคนชอบโม้ โอเวอร์ไปนิดส์
หุ หุ = หมวดนี้ แสดงถึงว่า คุณ เป็นที่ลึกลับ ไม่ชอบที่จะบอกเรื่องของตนให้ใครฟัง แต่อีกในคุณเป็นคนที่น่าติดตามทีเดียว เพราะคุณ มักจะมีอะไรพิเศษๆ น่าค้นหา
จะขำแบบไหนก็ขอให้ คุณขำไปเถอะ ยิ่งขำ ยิ่งหัวเราะ จะทำให้คุณมีอายุที่ยืนยาวด้วยนะ และแสดงถึงว่าคุณมีสุขภาพจิตที่ดี แต่อย่าขำ เพราะหมั่นไส้คนอื่นหรือ ขำเพราะสะใจเรื่องน่าอายของเพื่อนเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าโก๋ไม่เตือน

ความเข้าใจและตระหนักรู้ - Benja

เคยไหมครับ ?

ความแตกต่างระหว่างความเข้าใจในเชิงความคิด

กับความตระหนักรู้ลงไปในใจอย่างแท้จริง กับสิ่งที่เรากำลังศึกษา

ระหว่าง 2 คำนี้ มีความแตกต่างอยู่ ไม่ใช่ในเชิงภาษา
(เพราะหลายๆครั้ง เราก็ให้ไม่ได้ให้ความแตกต่างในความหมายของทั้ง 2 คำนี้มากนัก
ใช้ในความหมายที่ คือๆ กัน หรือเหมือนกันไปเลย)

แต่เป็นความเข้าใจในเชิงประจักษ์ (รู้อยู่แก่ใจว่านี่แหละ ใช่เลย)



เหมือนเราอ่านหนังสือเล่มเดิมๆ อ่านบทความเดิมๆ อ่านเรื่องเดิมๆ

แต่ครั้งนี้เป็นความรู้สึกใหม่ ที่ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา

โดยที่บางครั้งเราก็บอกไม่ได้ว่าทำไมกัน..... แต่มันก็เปลี่ยนไปแล้วจากความเข้าใจแบบเดิมๆ

กลายเป็นตระหนักรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิม ได้ความคิดขึ้นมาว่า มันน่าจะเป็นเช่นนี้แล


เป็นความรู้สึกที่พึ่งเกิดกับผมสักครู่นี้เอง

ระหว่างที่เข้าไปอ่าน blog ของ อ.ณัฐฬส เกี่ยวกับเรื่อง นิเวศวิทยาเชิงลึก

http://chiengrai-dialogue.blogspot.com/2005/05/blog-post_111561002192795869.html


ลองถามลึกๆเข้าไปในใจตนเอง อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่คอยสังเกตใจตนเองบ่อยๆ
(บ่อยขนาดไหนเหรอ? ไม่รู้สิ แล้วแต่มาตรฐานใคร ก็ของคนนั้นแหละ)

ความรู้สึกที่ว่าอ่านแบบเดิมๆ กับ ความรู้สึกใหม่ในครั้งนี้ ... มันต่างกันอยู่นะ

แต่ยังบอกไม่ได้ ว่าเพราะอะไร? อ่านอย่างไร มีกระบวนการทำความเข้าใจเช่นไร ถึงต่างจากเดิม?
ถ้าให้สันนิษฐานคงเป็นเพราะผมอ่านอะไรต่ออะไร ผ่านอะไรมาบ้างแล้ว จึงรู้สึกเช่นนี้ได้


ถ้าจะเอาเฉพาะ ความรู้สึก คงประมาณว่า "เออ! ใช่แฮะ ทำไมเราไม่เคยนึกหรือรู้สึก อย่างนี้มาก่อน"

กับความรู้สึกแบบเดิมๆว่า "ก็...อืม งั้นๆแหละ เป็นเรื่องทั่วๆไปนี่ ได้ยินจนคุ้นหู อ่านกันจนคุ้นตาแล้ว"



แต่ในความเป็นจริง ก็อาจเป็นได้ว่า แต่ละคน มีกระบวนการหรือวิธีการเข้าถึงเรื่องเหล่านี้ไม่เหมือนกัน

ต้องผ่านการสั่งสมมาพอประมาณ หรือ บางคนอาจ ปิ๊งแว๊บ ทันทีก็เป็นได้



ผมมีประสบการณ์ จากการเข้าเวปบอร์ดที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องธรรมะอยู่บ่อยๆ

ซึ่งอย่างที่รู้ๆกันว่า ค่อนข้างเป็นเรื่องในจิตใจอยู่มาก

บางกระทู้เหมือนมีคนเข้ามาป่วน เถียงกันได้เถียงกันดี

แต่ก็แปลกที่ว่า สำหรับบางคนจะมีคำพูดบางคำ ประโยคบางประโยค ที่ทำให้เขาเข้าใจได้ กับเรื่องป่วนๆเหล่านั้น

"อ่า ใช่แล้วครับ ประมาณนี้เลย ใช่เลย"

แต่กับบางคน จะเข้าใจได้ต่อเมื่อ เจอรูปแบบการอธิบายด้วยวิธีอื่นๆ


ทั้งๆที่ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่า มันก็ทำให้เข้าใจได้เหมือนๆกันทั้ง 2 แบบนั่นแหละ ก็ไม่รู้เขา งงอะไร?


แต่ผมเองก็นั่นล่ะครับ บางทีก็เจอว่า อ่านไอ้เรื่องนี้เท่าไรก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่คนอื่นเขาก็เข้าใจกันดี

ก็แปลกอีก....



เขา ? เรา ? ฉัน ? เธอ ?

โลกมนุษย์หลายๆครั้งมันก็เป็นเช่นนี้กระมังครับ คนเราถึงเข้าใจกันได้ยากเย็นพอควร

ยิ่งรับฟังกันน้อยๆอยู่แล้ว เรื่องบางเรื่อง ซึ่งต้องอาศัยการทำความเข้าใจ ค่อยๆพูดค่อยๆฟังกันไป

เลยทำให้เข้าใจกันยากกว่าเดิม

ด้วยความเข้าใจในคำพูดและอัตลักษณ์ของภาษาที่ต่างกัน ในแต่ละคนนี่เอง






หลายๆคนอ่านที่ผมพิมพ์มาแล้ว อาจจะรู้สึกเช่นนี้ใช่ไหมครับ

ว่าสังคมจริงๆแล้วมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ? ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไรเลย กับการที่ไม่ค่อยฟังกันสักเท่าใด



นั่นล่ะครับที่ผมเรียกว่า "ความเข้าใจแบบเดิมๆ" เป็นความรู้สึกแบบเดิมๆที่เราต้องเปลี่ยนแปลงจากตนเองให้ได้ก่อน



หลายๆคนบอกว่า การเข้าถึงจิตใจคน และทำให้เขาเปลียนแปลงจากความเคยชินเดิมๆนี่ล่ะ ที่ยากแสนยาก

ถ้าทำได้สังคมก็คงไม่วุ่นวายเช่นนี้ดอกหนา?


ผมคิดว่า น่าจะถามกันต่อไป ?
สำหรับคนที่อยู่ในวิถีแบบเดิมๆ และรู้สึกอึดอัดขัดข้องอยู่ในใจ กับเรื่องใดก็ตาม
หลายคน ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรจึงออกจากความรู้สึกเช่นนี้ได้ นอกจากทนต่อไป

หลายครั้ง หลายคน บอกว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มันกดทับอยู่
ซึ่งก่อความรู้สึกขึ้นในใจแต่ละคน เหมือนมีมือที่มองไม่เห็น มากดเราไว้

แต่หากมองในมุมกลับ ก็เพราะมีความรู้สึกเล็กๆของแต่ละคนนี่ล่ะคับ ที่ค้ำจุนโครงสร้างเช่นนี้ไว้อยู่
และรู้สึกไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที ว่าหากเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนเพียงคนเดียว(จริงหรือว่าคนเดียว?) เราจะหลุดออกจากวงโคจร เคว้งคว้างอยู่คนเดียวหรือไม่ หรือจะใครจะมาเป็นแนวร่วมด้วย

ผู้ที่เขาได้รับเสียงและความไว้วางใจไปจากเราให้เข้าไปในสภา เขาคงเข้าใจ กับคำว่า "มหาชน" ดี
จึงรู้วิธีที่จะใช้ประโยชน์จากพลังมหาชน ว่าจะทำให้คนส่วนใหญ่
เห็นด้วยกับเขา หรือ ต้องเห็นด้วยกับเขา ด้วยวิธีการเช่นใด อย่างไร?

ทำอย่างไรให้เกิดความตระหนักรู้ร่วมกันได้ (มีกระบวนการไหม สำหรับคนหมู่มาก ?)
ประจักษ์ในใจแต่ละคนอย่างแท้จริง ว่าเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันแล้ว .....

น่าจะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับตนเอง และหาวิธีการ อย่างน้อยก็สำหรับเราเองก่อน


สุดท้ายแล้วถึงเราจะบอกว่าต้องเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ให้ได้ก่อน สังคมจึงเกิดการเปลี่ยนตาม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเริ่มจากจุดเล็กๆในใจแต่ละคนนี่ละครับ
แม้บางครั้งจะเกิดขึ้นพร้อมกันหลายๆจุดก็ตาม

และหลายๆครั้งที่เดียวที่จุดเล็กๆจุดเดียว ก็ขยายผลสู่อีกหลายจุดได้อย่างน่าประหลาดใจ

เราพร้อมจะเป็นจุดเริ่ม หรืออย่างน้อยอยู่ร่วมในหลายๆจุดที่ค่อยๆเปลี่ยนไป

หรือเราจะอยู่กันแบบเดิมๆ .....และทนอึดอัดกันต่อไป.....




สบายดีกับไหมครับทุกคน สำหรับการดำเนินชีวิต
ในแต่ละห้วงขณะที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

(รู้สึกพิเศษไหม กับคำว่า "แต่ละห้วงขณะที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป"
สำหรับผมรู้สึกนะครับ จึงเลือกที่จะนำมาใช้ และคิดว่าอาจเป็นได้ที่คนอื่นจะรู้สึกเช่นกัน(มั้งครับ?))

ปล. กว่าจะพิมพ์เสร็จก็เกือบๆตีสองแล้ว(พิมพ์ตอนกลางคืนรู้สึกมีสมาธิดี) ชักรู้สึกเบลอๆ จึงไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัวเข้านอน ก่อนกลับมาอ่านข้อความที่พิมพ์ไว้อีกครั้ง
ข้อความที่เรารู้สึกว่ามันชัดเจนแล้ว อ่านไปอ่านมาก็ยังต้องแก้ไขอีก ขนาดช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 15 นาที ความรู้สึกเรายังเปลี่ยนแปลงได้เลย นับประสาอะไรกับ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ที่มีสิ่งให้คิดให้ทำอยู่มาก ในแต่ละคน
สังคมที่เกิดจากคนหลายๆๆคน ก็ไม่แปลก ที่ความไม่เข้าใจกันจะเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องค่อยๆแก้กันไป...

Friday, June 17, 2005

เก็บมาฝาก จาก ทิม :-)

You carry your wound. With the ego, your whole being is a wound. And you carry it around. Nobody is interested in hurting you, nobody is positively waiting to hurt you; everybody is engaged in safeguarding his own wound. Who has got the energy? But still it happens, because you are so ready to be wounded, so ready, just waiting on the brink for anything.

You cannot touch a man of Tao. Why? - because there is no one to be touched. There is no wound. He is healthy, healed, whole. This word whole is beautiful. The word heal comes from the whole, and the word holy also comes from the whole. He is whole, healed, holy.

Be aware of your wound. Don't help it to grow, let it be healed; and it will be healed only when you move to the roots. The less the head, the more the wound will heal; with no head there is no wound. Live a headless life. Move as a total being, and accept things.

Just for twenty-four hours, try it - total acceptance, whatsoever happens. Someone insults you, accept it; don't react, and see what happens. Suddenly you will feel an energy flowing in you that you have not felt before.

OSHO

quotation จาก โจ (สมหวัง)

"พวกเราทั้งหมดต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความเป็นมนุษย์ก็อยู่ที่ตรงนั้นมิใช่หรือ
เราต้องการมีชีวิตอยู่ร่วมความรื่นรมย์กับผู้อื่น ไม่ใช่ร่วมความทุกข์กับผู้อื่น
เราไม่ต้องการเกลียดชังใคร ในโลกนี้ยังมีที่ว่างเหลืออยู่พอสำหรับทุกคน
แผ่นดินยังอุดมและสามารถจ่ายแจกไปได้ทั่วถึงทุกคน"

"วิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ควรมีอิสระและงดงาม แต่เรากำลังสูญเสียวิถีทางเช่นนั้น
ความโลภวางยาพิษในดวงวิญญานของมนุษย์ กีดขวางล้อมโลกของเราไว้ด้วยความเกลียด
ก้าวนำเราทั้งมวลไปสู่ความทุกข์ทรมานและการนองเลือด เราเร่งอัตราการพัฒนา
แต่เราปิดประตูขังตัวเอง เครื่องจักรให้ความมั่งคั่ง แต่กลับทอดทิ้งสิ่งที่เราต้องการ
ความรู้ของเราทำให้เรากลับเป็นคนชอบถากถาง ความฉลาดของเราทำให้เราแข็งกระด้าง
และไร้ความเมตตา เราคิดมากเกินไป แต่รู้สึกเพียงเล็กน้อย..."

ชาร์ลี แชปลิน
แปลโดยสุชาติ สวัสดิ์ศรี

Sunday, June 05, 2005

ธรรมะ - ธรรมชาติ - ธรรมดา จาก Benja

การปรากฏผลของกรรม นอกจากอาศัยเหตุคือการกระทำกรรมแล้ว จะต้องพิจารณา กรรมนิยาม โดยสัมพันธ์กับปัจจัยทั้งหลายที่เป็นไปตามนิยามอื่นๆ ด้วย เพราะนิยาม หรือกฎธรรมชาตินั้นมีห้าอย่าง มิใช่มีแต่กรรมนิยามอย่างเดียว[223] นิยาม 5 (กำหนดอันแน่นอน, ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ,กฎธรรมชาติ — orderliness of nature; the five aspects of natural law)
1. อุตุนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆโดยเฉพาะดินน้ำอากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับมนุษย์ — physicalinorganic order; physical laws)
2. พีชนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรมเป็นต้น —physical organic order; biological laws)
3. จิตตนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต — psychic law)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือกระบวนการให้ผลของการกระทำ — order of act and result; the law of Karma; morallaws)
5. ธรรมนิยาม(กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย— order of the norm; the general law of cause and effect; causality andconditionality)

DA.II.432; DhsA.272. ที.อ. 2/34; สงฺคณี.อ. 408. [177]

สมบัติ 4 (ข้อดี, ความเพียบพร้อม, ความสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆซึ่งอำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี และไม่เปิดให้กรรมชั่วแสดงผล, ส่วนประกอบอำนวยช่วยเสริมกรรมดี - accomplishment; factors favorable to the ripening of goodKarma)
1. คติสมบัติ (สมบัติแห่งคติ, ถึงพร้อมด้วยคติ, คติให้;ในช่วงยาวหมายถึงเกิดในกำเนิดอำนวย หรือที่เกิดอันเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึง ที่อยู่ที่ไป ทางดำเนินดีหรือทำถูกเรื่อง ถูกที่ คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้นสถานการณ์นั้น ถิ่นที่นั้น ตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้นเอื้ออำนวยแก่การกระทำความดี หรือการเจริญงอกงามของความดีทำให้ความดีปรากฏผลโดยง่าย - accomplishment of birth; fortunate birthplace;favorable environment, circumstances or career)
2. อุปธิสมบัติ (สมบัติแห่งร่างกาย, ถึงพร้อมด้วยรูปกาย, รูปกายให้;ในช่วงยาวหมายถึงมีกายสง่า สวยงาม บุคลิกภาพดี ในช่วงสั้นหมายถึง ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี - accomplishment of the body; favorable or fortunate body; favorablepersonality, health or physical conditions)
3. กาลสมบัติ (สมบัติแห่งกาล, ถึงพร้อมด้วยกาล, กาลให้; ในช่วงยาว หมายถึงเกิดอยู่ในสมัยที่โลกมีความเจริญ หรือบ้านเมืองสงบสุข มีการปกครองที่ดีคนในสังคมอยู่ในศีลธรรม สามัคคีกัน ยกย่องคนดี ไม่ส่งเสริมคนชั่วในช่วงสั้นหมายถึงทำถูกกาล ถูกเวลา - accomplishment of time; favorable orfortunate time)
4. ปโยคสมบัติ (สมบัติแห่งการประกอบ, ถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร,กิจการให้; ในช่วงยาวหมายถึงฝักใฝ่ในทางที่ถูกนำความเพียรไปใช้ขวนขวายประกอบการที่ถูกต้องดีงาม มีปกติประกอบกิจการงานที่ถูกต้องทำแต่ความดีงามอยู่แล้ว ในช่วงสั้นหมายถึงเมื่อทำกรรมดี ก็ทำให้ถึงขนาด ทำจริงจังให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ใช้วิธีการที่เหมาะกับเรื่องหรือทำความดีต่อเนื่องมาเป็นพื้นแล้ว กรรมดีที่ทำเสริมเข้าอีก จึงเห็นผลได้ง่าย -accomplishment of undertaking; favorable, fortunate or adequate undertaking)

Vbh.339. อภิ.วิ. 35/840/459. [176]

วิบัติ 4 (ข้อเสีย, จุดอ่อน, ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่างๆซึ่งไม่อำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี แต่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล, ส่วนประกอบบกพร่องเปิดช่องให้กรรมชั่ว - failure; defect; unfavorable factors affecting theripening of Karma.)
1. คติวิบัติ (วิบัติแห่งคติ, คติเสีย; ในช่วงยาวหมายถึงเกิดในกำเนิดต่ำทราม หรือที่เกิดอันไร้ความเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึงที่อยู่ ที่ไป ทางดำเนินไม่ดี หรือทำไม่ถูกเรื่องไม่ถูกที่คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้น สถานการณ์นั้น ถิ่นนั้นตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดีหรือการเจริญงอกงามของความดีแต่กลับเปิดทางให้แก่ความชั่วและผลร้าย - failure as regards place of birth;unfavorable environment, circumstances or career)
2. อุปธิวิบัติ (วิบัติแห่งร่างกาย, รูปกายเสีย;ในช่วงยาวหมายถึงร่างกายวิกล วิการ ไม่งดงาม บุคลิกภาพไม่ดีในช่วงสั้นหมายถึงสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย มีโรคมาก - failure as regards the body;deformed or unfortunate body; unfavorable personality, health or physicalconditions.)
3. กาลวิบัติ (วิบัติแห่งกาล, กาลเสีย; ในช่วงยาวหมายถึงเกิดอยู่ในสมัยที่โลกไม่มีความเจริญ หรือบ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ ผู้ปกครองไม่ดีสังคมเสื่อมจากศีลธรรม มีการกดขี่เบียดเบียนกันมาก ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดีในช่วงสั้นหมายถึงทำผิดกาลผิดเวลา - failure as regards time; unfavorable orunfortunate time)
4. ปโยควิบัติ (วิบัติแห่งการประกอบ, กิจการเสีย;ในช่วงยาวหมายถึงฝักใฝ่ในทางที่ผิด ประกอบกิจการงานที่ผิดหรือมีปกติชอบกระทำแต่ความชั่ว ในช่วงสั้นหมายถึงเมื่อกระทำกรรมดีก็ไม่ทำให้ถึงขนาด ไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ทำจับจด ใช้วิธีการไม่เหมาะกับเรื่องหรือเมื่อประกอบความดีต่อเนื่องมา แต่กลับทำความชั่ว หักล้างเสียในระหว่าง -failure as regards undertaking; unfavorable, unfortunate or inadequateundertaking)

วิบัติ 4 นี้ เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาในเรื่องการให้ผลของกรรมเพราะการปรากฏของวิบาก นอกจากอาศัยเหตุคือกรรมแล้ว ยังต้องอาศัยฐานคือ คติ อุปธิกาละ และปโยคะ เป็นปัจจัยประกอบด้วย กล่าวคือ จะต้องพิจารณา กรรมนิยามโดยสัมพันธ์กับปัจจัยทั้งหลายที่เป็นไปตามนิยามอื่นๆ ด้วย เพราะนิยามหรือกฎธรรมชาตินั้นมีหลายอย่าง มิใช่มีแต่กรรมนิยามอย่างเดียว

Vbh. 338. อภิ.วิ. 35/840/458. [86]

ธรรมนิยาม 3 (กำหนดแห่งธรรมดา, ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา, กฎธรรมชาติ —orderliness of nature law)
1. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง — allconditioned states are impermanent)
2. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา (สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ — allconditioned states are subject to oppression, conflict or suffering)
3. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมคือ สังขารทั้งปวงไม่ใช่ตน — all states arenot-self or soulless)
หลักนี้ เรียกอีกอย่างว่า ไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณะ;พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม หลักทั้งสามนี้ ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดาพระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผยแสดงแก่เวไนย.

A.I.285. องฺ.ติก. 20/576/368.

เรื่องเล่าจากลิ้นจี่หนึ่งกิโล

เรื่องเล่าจากลิ้นจี่หนึ่งกิโล
โดย สมหวัง คุรุศาสตรา 23.46 น. 30 พ.ค. 47

เพิ่งทานลิ้นจี่จากเชียงใหม่ลูกขนาดกลางไม่แดงนักราคาโลละ20บาท
เปรียบเทียบกับลิ้นจี่จักรพรรดิลูกใหญ่สีแดงสดราคากิโลละ45บาท
ด้วยความตระหนี่จึงต้องคิดมากก่อนจะจ่ายตังค์บวกลบคูณหารเสร็จคิดว่าเหมาะจึงจะยอมควัก
จากความรู้ที่ร่ำเรียนมาบ้าง
ลิ้นจี่เป็นผลไม้ประเภทไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงหลังการเก็บเกี่ยว(Non-climateric fruits)
ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกกล้วยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากหมายความว่าหลังจากตัดกล้วยลงมาจากต้น
กล้วยยังดิบอยู่เนื้อแข็งรสฝาดเปลือกเขียวแต่พอทิ้งไว้กล้วยจะสุกเนื้อนิ่มมีรสหวานเปลือกสีเหลือง
ดังนั้น ลิ้นจี่หลังการเก็บเกี่ยวจึงไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ถึงเปลือกจะดำแต่เนื้อในยังคงเดิม
ราคาที่สูงขึ้นก็เพียงแต่จ่ายค่าอาหารตาก่อนกินเท่านั้นสำหรับลิ้นจี่พันธุ์เดียวกันเปลือกยังสีแดง
จริงๆเทคโนโลยีและความรู้ในการรักษาความแดงของลิ้นจี่ก็มีมาก ในเมืองไทยก็มีการศึกษากันอยู่
แต่เกษตรกรและแม่ค้าไทยก็ยังไม่ได้ใช้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีของผู้บริโภคหรือโชคร้ายของผู้ขาย

ส่วนเรื่องอื่นในการเลือกลิ้นจี่ครั้งนี้
อาจจะมีเรื่องของความเหี่ยวเมื่อเก็บไว้นานแต่ก็เลือกเอาลิ้นจี่ที่มีก้านก็จะรักษาความเต่งตึงไว้ได้
ถ้าความแตกต่างของเรื่องพันธุ์ก็คงมีบ้างแต่ลิ้นจี่ก็เป็นผลไม้ที่ไม่ได้มีแป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลให้ความหวานมากนัก
เพราะฉะนั้นลิ้นจี่ต่างพันธุ์ก็คงไม่หวานต่างกันมากหรอกมั้ง และผมก็อยากชิมความเป็นลิ้นจี่มากกว่าความหวาน
ถ้าเปลือกแดงในพันธุ์เดียวกันหมายถึงความสุกงอมมากกว่าสีขาวเหลืองเมื่อผลยังดิบอยู่
ก็ควรเลือกซื้อเปลือกแดงๆ แต่ถ้าพันธุ์นั้นสุกแล้วเปลือกก็ไม่แดงมากสีแดงก็ไม่มีผลต่อความหวาน
จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่แดงแล้วสุก ก็ต้องขอแม่ค้าชิมฟรีหนะสิครับ

ตกลงเสร็จสรรพยอมควัก20บาทซื้อลิ้นจี่เชียงใหม่หนึ่งโล ไม่ต้องฟุ้งเฟ้อจ่าย45บาท ผลต่าง25บาท
ซื้อข้าวราดกับ 3 อย่างบวกกับน้ำหวาน1แก้ว อิ่มหนึ่งมื้อที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย
เรื่องอะไรจะจ่ายเพิ่มมากขึ้นเพื่อสนองความอยากเล็กน้อยหลังกินข้าวมื้อดึก ที่จะกลายเป็นส่วนเกินและของเสีย
ในความเป็นจริงก็คือ ผมไม่มีเงินรวยมากพอที่จะจ่าย45บาท เลยต้องคิดหาเหตุผลในการจ่ายน้อย
แต่รู้สึกอร่อยไปไม่น้อยกว่าจ่าย45บาท ก็ความคิดของคนจนๆที่ต้องดื้นรนกันไป

แม่ค้าชั่งลิ้นจี่ใส่ถุงให้ ผมก็ร่าเริงชื่นชมในความคิดไปเรื่อยเปื่อยของตนเอง ว่าจะได้กินลิ้นจี่คราวนี้อย่างคุ้มค่า
หรือความร่าเริงอาจจะเกิดจากจะได้ทานลิ้นจี่หนึ่งในผลไม้โปรดหลังจากไม่ได้ทานมานาน
และเมื่อก่อนครั้งยังเด็กๆราคาก็ยังสูงอยู่ ครั้งนี้ซื้อได้ในราคา20บาท เลยดีใจที่ได้กินกับเค้าซะที
หอบหิ้วกลับมาบ้านด้วยอารมณ์ร่าเริงหลังจาก หลังทานข้าวภาคค่ำ ก็นั่งกินลิ้นจี่หนึ่งกิโลหลังคนเดียวจนพุงกาง

ระหว่างทานลิ้นจี่ กินไปทีละลูกๆ นั่งแงะแกะเปลือกละเลียดไปเรื่อย ทั้งเหนียวมือทั้งอร่อย
อารมณ์ก็ดี จิตใจก็ชุ่มฉ่ำไปกับความอร่อย สมองก็ปลอดโปร่ง
ทำให้ความคิดก็ไหลไปเรื่อยๆ ได้พูดคุยกับตัวเอง ซึ่งก็เป็นกิจวัตรของเรา มักจะหัวเราะยิ้มคนเดียว
ถ้าใครมาเห็นขณะที่ผมบรรจงแกะเปลือกลิ้นจี่แล้วทำหน้ามีความสุข บ่มงึมงำแล้วยิ้มคนเดียวก็คงว่าผมบ้าไปแล้ว
น่าอัศจรรย์กับความเชื่อมโยงระหว่างร่างกาย จิตใจ จิตวิญญานจริงๆ
พอเราได้พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารอิ่มท้อง ไม่ได้เจ็บไข้นอนป่วย ปราศจากความเครียด
หัวสมองก็แล่นฉิวๆ (ชิวๆ) คิดอะไรได้บรรเจิดไปเรื่อยเปื่อย ปิ๊งๆปั๊งๆกันมันส์ทีเดียว
สุขภาพทั้งสามอย่างมีความเชื่อมโยงถึงกันแยกกันไม่ได้เลย
ถ้าจะสร้างเสริมสุขภาพหรือบริหารออกกำลังก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมดให้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

เรื่องเล่าแรกจากการกินลิ้นจี่ในครั้งนี้ (อะ นี่ยังไม่ได้เริ่มเล่าเลยเรอะ แล้วไอ้ที่ยาวๆข้างบนนั่นหละ)
ก็กำลังดีใจว่าได้กินลิ้นจี่ถูก ความคิดก็แล่นฉิวๆชิวๆไปถึงคลาสเรียนกับพี่วิฑูร เลี่ยนจำรูญ
โอ้ว้าว นี่ยังไม่ลืมอีกเรอะ คิดไปกับคำพูดครั้งนั้นของตัวเอง ว่างงกับระบบการเกษตรของไทยเรามาก
เนื่องจากไม่มีการควบคุมส่งเสริมให้เพาะปลูกอย่างเป็นระบบมีการวางแผน
เป็นไปตามนโยบาย ใครใคร่ค้า ค้า, ใครใคร่ปลูก ปลูก, ใครใคร่ส่งเสริม ส่งเสริม
ต่อมาก็เลยกลายเป็นใครใคร่จน จน, ใครใคร่เจ๊ง เจ๊ง ระบบแบบนี้เรียกว่า ใครใคร่ใคร่ ใคร่

เห็นอะไรราคาดีก็แห่กันปลูก ไม่มีการวางแผนว่าควรปลูกเท่าไหร่ ที่ไหนเหมาะแก่การปลูก
พอมีผลผลิตมากเกินตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ตลาดไม่รองรับ ราคาต่ำ ก็กันเจ๊งตามระเบียบ
พอเจ๊งกันก็มีการแห่ส่งเสริมตัวใหม่ โดยขาดการวางแผนเช่นเดิม แห่กันเลิกของเก่า แล้วก็แห่ปลูกตัวใหม่
เป็นวัฏจักรการเจ๊งอย่างครบวงจรจริงๆ อีกนัยหนึ่งก็จะเห็นผลกระทบจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในไร่สวน
การปลูกพืชต่างถิ่น การปลูกพืชที่ทำลายดิน ค่านิยมในการกินพืชผักผลไม้ของนอกของราคาแพง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนแต่เข้าใจง่าย และเป็นปัญหาที่เรื้อรังแต่ยังทำซ้ำๆเดิมอยู่เช่นเดิม ว่าเรื่องนี้กันได้อีกยาว

อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ชี้ประเด็นในการต่อยอดจากคำถามว่าเราทำไมต้องกินนม
เหอๆ ผมเอาด้วยนะรณรงค์เลิกนมกันเถอะ ลดละเลิก หักดิบ
ถึงผมจะติดนมไปแล้ว แต่ถ้ามีโครงการงดนมเข้าพรรษา วัยรุ่นอย่างผมก็just say NOได้นะครับ
จัดโครงการไปอ้วกที่ถ้ำกระบอกซะเลยดีไหมเนี่ย ไม่ได้กินนมแล้วจะลงแดง

ประเด็นก็คือว่า ทำไมเรานิยมบริโภคผลไม้ต่างประเทศ กีวี แอปเปิ้ล สตรอเบอรี่
พอกินแล้วจะรู้สึกว่า หรูเลิศ เกิดความอร่อยขึ้นมาทันที ใครไม่มีเงินก็ต้องเก็บตังค์ไปซื้อกิน
กลายเป็นมายาค่านิยมไปแล้ว ว่าของดีอร่อย ต้องแพงและมาจากต่างประเทศ ต้องหายาก แย่งกันกิน
พอมันมีมายาคติตรงนั้น ราคาที่สูงจากการนำเข้าก็กลับกลายเป็นที่ต้องการของตลาดที่พอใจจะจ่าย

ฝ่ายเกษตรกรและรัฐก็อยากปลูกกันระริกเนื่องจากราคาดี ก็โหมส่งเสริมเร่งปลูกพัฒนากันเข้าไป
โอ้ พระเจ้ายอด ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ผมผิดไปรึเปล่าเนี่ย ที่คิดว่าทำไมเราต้องส่งเสริมหรือวิจัยพัฒนา
ปลูกพืชที่ไม่ใช่พืชเมืองเรา ไม่เข้าใจจริงๆ จะทำยังไงก็สู้พืชที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเมืองเค้าไม่ได้หรอก
เปลืองเวลา ลบประมาณ พื้นที่ แรงงาน ทรัพยากร ซ้ำยังส่งเสริมมายาคติในการบริโภคของต่างประเทศอีกด้วย
ผลผลิตที่ได้ก็คุณภาพต่ำ ผลผลิตต่ำ ราคาก็ต่ำ ส่งออกก็ไม่ได้ ก็บริโภคกันภายในประเทศ
จริงอยู่ช่วยลดการนำเข้า เป็นทางเลือกแก่เกษตรกร แต่ทำไม๊ทำไม เราไม่ส่งเสริมให้คนไทยหันมากินลำไย กล้วย
คุณลำไยน่ารังเกียจตรงไหน เราก็พัฒนาพืชท้องถิ่นให้go interเลยครับ การบริโภคภายในมีจำกัด
ก็ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้คนต่างประเทศเค้าอยากมากินผลไม้เมืองเรา วิจัยพัฒนาการปลูกให้ได้คุณภาพส่งออก
ในคนในชาติชอบกินผลไม้ไทยๆ แทนที่จะกินโค้ก แป๊บซี่ แมคโดนัล กินกระท้อนดีกว่าเบอร์เกอร์
งงจริงๆ เพราะทำไมเราไปส่งเสริมกันทางนั้น หรือเพราะว่าผมคิดอะไรไม่ละเอียดรอบคอบ มั้ง

ผมน่าจะดีใจที่ได้กินผลไม้เมืองนอกถูกๆ ในราคาที่ไม่ต้องปีนบันไดขึ้นไปซื้อ
แต่วันนี้ผมมีความคิดที่ไหลไปเรื่อยเปื่อย ก็พบว่าราคาที่จ่ายถูกอาจจะแพงกว่าที่คิด
นึกถึงชื่อหนังสือที่อยากอ่านแต่ยังไม่มีเงินซื้อ “ของถูกที่สุด คือของแพงที่สุด”
หนังสือแนวเศรษฐศาสตร์ไม่รู้ว่าที่คิดๆวันนี้จะคล้องจองเนื้อหาในเล่มมากน้อยแค่ไหน
น่าสนุกดีที่จะคิดถึงเรื่องในหนังสือก่อนได้อ่าน... ก็ขอมั่วๆ ดำน้ำไปเพราะไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้มากนัก

เราคิดว่าเราควักเงินในราคาถูกเมื่อซื้อผลไม้ เราก็ดีใจว่าเราได้ซื้อของถูก ประหยัดตังค์
แต่ความเป็นจริงเราอาจต้องเสียเงินในการจ่ายอย่างอื่นมากขึ้น ทำไมหล่ะ
ว่ากันไปตามเพลง “ถ้ามีคนได้ในสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีคนเสียอีกสิ่งหนึ่ง” หรือ “ไม่มีของฟรีในโลก”
ผมว่า เมื่อเราซื้อผลไม้ของถูก แล้วเกษตรกรได้กำไรน้อยลง หรือขาดทุน
คนที่แบกรับภาระดูเหมือนจะเป็นเกษตรกร แม่ค้าฝ่ายเดียว แต่ไม่จริงเลย
เราทั้งหมดต่างได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น งบประมาณคือภาษีของเราต้องเข้าไปดูแล
ส่วนที่เกิดผลกระทบเสียหายตรงนั้น ถ้าเกษตรกรได้กำไรจากการเพาะปลูกค้าขาย
ภาษีต้องได้เพิ่มมากขึ้น ความคล่องตัวทางเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นจากอาชีพและรายได้ทางการเกษตร

ถ้าเกษตรเพาะปลูกพืชต่างถิ่นแล้วได้ผลผลิตต่ำ คุณภาพต่ำ ถึงแม้เราจะซื้อได้ถูกแต่เราก็ขาดทุน
เรื่องเห็นได้ง่ายคือเรื่องการใช้พื้นที่ การใช้ทรัพยากร หรือทุนนั่นเอง
ถ้าเราปลูกพืชชนิดอื่น(ท้องถิ่น) ในพื้นที่ แรงงาน ใช้ดิน น้ำ เท่ากัน หรือต้นทุนเท่ากัน
ก็จะได้ผลผลิตที่มากกว่า และคุณภาพที่ดีกว่า เราสูญเสียโอกาสนั้นในเรื่องของการใช้ทุน
ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ผลผลิต หรืออาหารโดยรวมไม่เพียงพอต่อการบริโภค
ทำให้ผลไม้โดยรวมชนิดอื่นๆและอาหารก็จะแพงขึ้น เราก็ต้องรับภาระร่วมกันทั้งหมด

ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ การที่เราซื้อปุ๋ย น้ำมัน เมล็ดพันธุ์
การนำเข้าสินค้าในการผลิตอื่นๆจากต่างประเทศ แต่เรากลับไม่สามารถแปรต้นทุนการผลิตเหล่านั้น
ให้กลายเป็นสินค้าในการทำเงินส่งออก ดังนั้น เราจึงขาดดุลทางการค้ากับต่างประเทศ
ผู้แบกรับภาระคือคนทั้งชาติ และรัฐ ต้องหวังพึ่งสินค้าอื่น ในการส่งออก
หรือเราต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้น เมื่อขาดดุล เมื่อราคาเงินเราตกต่ำลง และต้องซื้อของเค้าในราคาที่แพงขึ้น
ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิม รายจ่ายเพิ่มมากขึ้นรอบตัว ดังนั้น เรากำลังซื้อของถูกหรือของแพง
ในความเป็นจริงก็คือ เราต้องแบกรับภาระร่วมกัน ตั้งแต่เค้าปลูกแล้ว นั่นคือต้นทุนร่วม ใครว่าเราไม่เกี่ยวกัน

การบ้าน
ลองคิดเล่นๆว่าสิ่งที่คนอื่นทำ เหตุการณ์บ้านเมือง สถานการณ์โลก
มีความเชื่อมโยงมาถึงตัวเรายังไง คิดกันเล่นๆจริงๆจังๆดูสักคราว แล้วจะรู้ว่า เรื่องที่บอกไกลตัวหน่ะใกล้นิดเดียว

ตอนนี้เพิ่งกินลิ้นจี่ไปได้ครึ่งกิโล ก็ยังพอมีเวลาคิดเรื่องที่สอง
(โห มันกินได้ละเลียดมาก จริงๆความคิดมันไว ไปได้เรื่อยๆ ชอบจริงๆเลย จิตคนมันก็ดีอย่างนี้เอง)

ทำไมต้องวางใจชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไง และ ทำไมต้องฟังหัวใจโดยไม่ใช้เหตุผล

คิดว่าเราคงเคยมีประสบการณ์เถียงคนไม่ชนะไหมครับ ยิ่งต้องเจอคนพูดเก่งๆ เจ้าหลักการ
มีทฤษฎีอธิบายได้ทุกอย่าง มีการโน้มน้าวที่ยอดเยี่ยม มีดวงตาที่ดึงดูด โอ้โห แทบจะอ้าปากไม่ขึ้นเลยทีเดียว
คุ้นๆว่ามีคนประเภทนี้ใกล้ๆตัวแหะ ไม่เคยเถียงชนะด้วยเลย บางทีก็ไม่รู้ตัวกลายเป็นเชื่อตามไปซะละ

นี่เลยเป็นที่มาให้เราต้องไว้ใจชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข ฟังหัวใจโดยไม่ใช้เหตุผล... เกี่ยวกันไหมเนี่ย
อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาษาได้พัฒนาความคิดเกี่ยวเนื่องกันไป
ถ้าเรามีชุดคำ คำศัพท์ที่ใช้อธิบายเรื่องราวต่างๆได้ดี เราก็จะพัฒนาความคิดไปได้ซับซ้อนมากขึ้น
คิดได้มากขึ้น ก็อธิบายได้มากขึ้น อธิบายได้มากขึ้นเราก็มีชุดคำที่ใช้ได้มากขึ้น ต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกันไป

พอเราไม่มีชุดคำที่ใช้อธิบาย เราก็เลยคิดติดขัด พูดไม่ออก อธิบายไม่ได้
เมื่อเราเจอเหตุการณ์ นักพูด หลักการ ทฤษฏี ที่ใช้อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ใช้ในการจัดการปัญหา
และผนวกกับการหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมเหตุผลนิยม เมื่อเราอธิบายไม่ได้ เราจึงต้องยอมรับ
เราจึงโดนหลอกอีกชั้นหนึ่ง เป็นการหลอกที่เรายินยอมเมื่อสามารถอธิบายมีทฤษฎี
ใจที่รู้สึกขัดแย้งนิดๆแต่ไม่รู้ว่าทำไมพูดไม่ออก อธิบายไม่ได้ จึงโดนกดทับด้วยเหตุผล

แต่จิตเรามีระดับเหนือกว่าความคิดขึ้นไป ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาในการคิด เราจึงต้องฟังตัวเราเอง
หรือบางทีอาจจะมีการฟังคนอื่นด้วยหัวใจ ฟังแบบปล่อยวาง ฟังโดยไม่ตัดสิน
เพราะเมื่อเราได้ตัดสินไปแล้วก็เหมือนเป็นการปิดกั้น ระบบที่เหนือไปจากความคิดเลยทีเดียว
ผมเดาว่า อาจจะคล้องกับ สุนทรียสนทนา มั้ง

นี่แหละ เป็นเหตุผลที่เราต้องวางใจชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข และฟังหัวใจโดยไม่ใช้เหตุผล
และเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องฟังมากๆ อ่านมากๆ เรียนรู้มากๆ คิดบ่อยๆ
ให้เรามีการพัฒนาภาษา ชุดคำในการสนทนา อธิบายความได้มากขึ้น
เพื่อจะได้สื่อหัวใจของเราออกไปได้มากที่สุดในยุคนี้
ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคการสื่อด้วยหัวใจต่อหัวใจ จิตต่อจิตโดยตรง

สมหวัง(โจ)
เอกสารอ้างอิงลิ้นจี่เชียงใหม่หนึ่งกิโลกรัมหน้าปากซอยที่บ้านน้า

Tuesday, May 24, 2005

เรื่องดี ๆ จากอีเมล์ ของ ทิม

ถึง มิตรรักแฟนเมลล์ ทุกท่าน
ในนามของผู้อ่อนหัดทางโลกทัศน์และชีวทัศน์ แต่ไม่อับจนในวิถีทรรศน์แห่งตนเองจึงขอรบกวนทุกท่านด้วยงานรีวิว ชีวิต/หนังสือ/บทความ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบเจอในห้วงเวลาที่ผ่านมา งานเหล่านี้เริ่มเขียนด้วยความรู้สึกหลังจากคิดทบทวนถึงแรงปรารถนาขับดันจากงานเขียนว่าเป็นเพียงอารมณ์วูบไหวชั่ววูบหรือว่าเป็นความประทับใจมิรู้วาย เมื่อตระ หนักถึงใจตนเสร็จสรรพ จึงเขียนมาถึงสหายดังนี้แล
จะเป็นการยินดีที่งานนี้อาจเป็นการเปิดเวทีความคิดผ่านการรีวิวระหว่างเรา สหายไซน์สามสี่หนึ่งศูนย์สี่
จากทิม สหายของเธอ

“อะไร คือ โพธิสัตว์”
วันก่อนตัวผมได้มีโอกาสพบกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่มหา’ลัยที่ผมให้ความเคารพมากคนหนึ่ง มิใช่ด้วยศรัทธาดาดๆตามความเชื่อที่ว่าน้องต้องเคารพพี่ แต่ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนถกเถียงความคิดและการได้เห็นแม้เพียงบางส่วนของชีวิตรุ่นพี่ที่งดงาม
วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกท่ามกลางฤดูร้อนอันแสนระอุ เป็นวันที่แปลก ผู้คนทั้งหลายจึงมิได้ตระเตรียมอุปกรณ์ป้องกันเปียกต่างๆสำหรับผมก็เช่นเดียวกัน วันนั้นผมจึงต้องลุยฝนไปพบกับพี่เค้าเพราะได้นัดไว้แล้วและก็ไปสายเล็กน้อย เมื่อเจอกันพี่เขาก็จะเลี้ยงข้าวผมเลยแต่ด้วยที่นัดพบไม่มีร้านอาหารใดๆเราจึงจำเป็นต้องลุยฝนไปหาร้านอาหารนั่ง พี่เขาก็ใจดีให้ร่มผมใช้ เขามีสองอันเขาก็ให้อันใหม่และใหญ่กว่ากับผม แล้วเราก็เดินคุยกันเรื่องต่างๆกันใต้สายฝนและร่มของเขา ซึ่งมันก็ดูออกจะเทอะทะเกะกะเมื่อเทียบกับทางเดินเล็กๆที่เราเดินผ่าน แต่ผมก็คุยกับพี่เขาได้อย่างออกรสทีเดียว แต่เมื่อผมคุยเพลินจนคลาดสายตาไป พี่เขาก็หายไป ผมงงมาก ทุกคนคงจะช็อกเช่นกันที่การเราเดินคุยกับใครสักคนหนึ่งแล้วคนนั้นหายไป มันเหมือนกับเราถูกทิ้งไว้ตามลำพังบนวิมานที่เราสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อผมหันหลังกลับไปผมพบว่าพี่เขาผู้มีร่มกำลังช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินร่วมเข้ามาในทางเดียวกัน ที่ไม่มีร่มที่ต้องตากฝนเปียกปอน ด้วยร่มคันเล็กๆของเขา ผมรู้สึกช็อกอีกครั้งเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง มันชวนให้ผมคิดถึงคำ วลี ประโยค ที่เคยล่องลอยผ่านรูหูผมในคลาสอย่างเช่น “มนุษย์ทุกคนคือโพธิสัตว์ ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้ตลอดเวลา” มันชัดขึ้นมาก ยิ่งกับวลีอื่นที่เพิ่งฟังผ่านมาไม่นาน “มีโพธิสัตว์อยู่ทุกที่ แม้กระทั่งตามข้างถนน ดำรงชีวิตเยี่ยงคนจรจัด แต่มีใจช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน”
ถ้าจะให้ใช้ศัพท์ทาง Chaos theory ที่พูดกันในคลาสอาจประมาณว่าผมโดนผลักไปอยู่ในขอบของ Chaos หนึ่งแล้วก็โดนอีก Chaos หนึ่งผลักผมจนหลุดออกจากระบบเดิมแล้วจัดระบบขึ้นมาใหม่ เมื่อหันหลังกลับไปดูความจริงที่ได้เกิดขึ้น ทำให้คำพูดต่างๆที่เคยได้ฟังแต่ฝากไว้ในมิติอื่นกลับมาเด่นชัดกัน ณ เวลานั้น พร้อมกัน ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่า “โพธิสัตว์” มากขึ้น อาจเป็น minievolution เล็กๆของจิตใจผมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ มันทำให้ผมคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง ว่าทำไมเราไม่สามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นแบบนั้นได้ แบบที่ผมใฝ่ฝันว่าจะทำมานานแล้ว คำตอบของผมที่คิดได้คือ แม้ว่าผมจะรู้จะระลึกอยู่เสมอว่าจะทำดีจะช่วยเหลือคนทุกครั้งที่มีโอกาสแต่ด้วยวิถีชีวิตแบบเดิมที่ผมเป็นอยู่นี้คงจะไม่สามารถทำได้ ได้แต่คิดอยู่ร่ำไป เหมือนที่ศรีอรพินโธเคยกล่าวไว้ว่า “อนาคตของมนุษยชาติจะไม่เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์” คิดไปคิดมาคงต้องมีคำตอบเดียวเท่านั้น ผมต้อง change my lifestyle ซะ Es muss sein. It must be. และเมื่อคิดต่อไปก็พบว่าทางที่จะต้องเปลี่ยนไปคือหนทางแห่งการปฏิบัติเท่านั้น ที่พอจะทำให้ผมมีความรู้สึกที่สด ที่ไวพอที่จะทำตามอย่างที่ผมคิดไว้ และนี่คือการยกธงขาวยอมรับโดยดุษณีว่า มันยังมีโลกที่เพียงแค่ความคิดคำนึงนั้นไปไม่ถึง มีอยู่จริง
(เขียนเสร็จแล้วความรู้สึกบางอย่างมันล้นปรี่ ภาพของลูกสาวสวมกอดคุณพ่อ(บุญธรรม)ของเธออย่างน่ารักน่าชังก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก...เอ๊ะ ใครหว่าหน้าคุ้นๆ)
รีวิวสั้นๆแบบไม่เป็นทางการ…
กับหนังสือ พุทธเศรษฐศาสตร์
บทที่ ๑๔ เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและพุทธเศรษฐศาสตร์ (ชีทที่ อ.แจก)
อ่านจบคิดถึงชื่อวิชานี้ทันที “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เพราะมันเหมือนกับว่านี่แหละเป็นเป้าหมายและเนื้อหาวิชาที่เราได้เรียนผ่านพ้นไปแบบเป็นทางการลายลักษณ์อักษร โดยมันเริ่มตั้งแต่นิยามของคำว่าทรัพยากร สาเหตุของการที่เราต้องรักษาทรัพยากรที่พิสูจน์ได้ด้วยกฏเทอร์โมไดนามิกส์ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์ร้ายๆที่พบเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เราต้องมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันหลังจากที่ปล่อยปละละเลยกันไปด้วยเหตุผลทางด้านความเจริญทางเศรษฐกิจแต่เราก็ต้องแลกมากับอนาคตของเรา อ่านงานนี้แล้วจะได้เห็นการเชื่อมโยงของวิชาต่างๆและปัญหาของโลกซึ่งวิชานี้ก็เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนั้นและมีจุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ถ้าเพื่อนๆได้อ่านจะพบว่าแม้ว่าจะมีคำตอบหยาบๆคือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็มีการถกเถียงกันอีกมากมาย ตั้งแต่พวกอัตถประโยชน์นิยม(utilitarian phylosophy) เช่น อาดัม สมิธ พวกธรรมชาตินิยม(naturalism) เช่น คานท์ ซึ่งก็เป็นรากฐานหลักของ deep ecology แต่ทั้งสองแนวคิดก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ ผู้เขียนก็พยายามที่บอกถึงข้อดีของเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธที่นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนแล้วยังสามารถลบข้อด้อยของทั้งสองแนวคิดได้ซึ่งน่ 634;สนใจทีเดียว แต่ผมขี้เกียจเขียนต่อครับเลยมารีวิวพอเรียกน้ำย่อยจะได้มาถกเถียงกันต่อไปเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะอัดกันที่ความคิดที่ซับซ้อนมากๆครับ

กับหนังสือวิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี
พอล ฟายเออราเบนด์ เขียน
วีระ สมบูรณ์ แปล สำนักพิมพ์ คบไฟ
สำหรับคนที่เรียนในสายวิทย์อย่างพวกเราคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมเราต้องเรียนไอ้นี่ด้วยวะ ทำไมเขาศึกษากันแต่แค่บางเรื่องที่มันดูงี่เง่า(อันนี้อาจเป็นผมคนเดียว) หนังสือเล่มนี้คิดว่าน่าจะสามารถตอบคำถามในใจของคุณได้แม้ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สังคมวิทยาศาสตร์ของตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกของวิทยาศาสตร์แล้วทั่วทั้วโลกนั้นเหมือนกัน คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือมันเป็นเรื่องของการเมืองที่บิดเบี้ยวตัววิทยาศาสตร์จากเครื่องมือที่ใช้ค้นคว้าหาความรู้ความจริงของธรรมชาติมาเป็นอะไรบางอย่างที่ผมเรียกเองว่า เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่แทบจะไม่มีคุณค่าใดๆ มากกว่าที่จะมุ่งแก้ปัญหาโดยตรงต่อมนุษย์ (ตรงนี้ผมเขียนไปคงโดนด่าว่าแม้จุดเล็กๆแต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้ อันนี้ผมยอมรับครับ แต่ก็ยังพร้อมถกเถียง) และสิ่งที่ควบคุมอำนาจการเมืองนั้นคืออะไร ก็คือกลุ่มอำนาจใหม่ผู้อวดอ้างถึงอิสรภาพของความรู้เพื่อโค่นกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยควบคุมมาก่อน และแต่ละครั้งมันก็ถูกใช้เพื่อการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์มันก็วนเวียนเป็นเช่นนี้ มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกอึดอัดในใจอย่างทนไม่ได้ไม่ใช่กับสิ่งที่มันซ้ำซากอย่างนี้ไม่มีวันจบแต่กับนิยามที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ” หวังว่าวิทยาศาสตร์ในยุคต่อไปรวมทั้งโลกนี้คงจะไม่เหมือนที่ผ่านซะทีเดียวเป็นโลกของสัตว์ประเสริฐจริงๆสักที

กับ The unbearable lightness of being ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต บทที่ ๑ ความเบาหวิวและน้ำหนัก
มิลาน คุนเดอรา เขียน ภัคดี วีระภาสพงษ์ แปล สำนักพิมพ์ คบไฟ
So cool! It’s about เรื่องของโทมัสหมอเพลย์บอยชาวเชคที่ใช้ชีวิตอย่างเบาหวิวกับสาวๆของเขาที่ไม่ซ้ำหน้า และไม่มีสักคนที่เขาจะคบด้วยจริงจังด้วยกฎเลขสามของเขา(หน้า ๑๒) แต่มาวันหนึ่งเขาต้องตกหลุมรักกับเทเรซา สาวบริกรบ้านนอกที่เป็นความหนักหน่วงของชีวิตที่เขาเต็มใจยอมรับ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ประเทศของเขาโดนโซเวียตบุกยึดเมื่อปี 1968 บทที่ ๑ นี้จะดำเนินเรื่องด้วยความคลุมเครือของชีวิตระหว่างความเบาหวิวและความหนักอึ้ง การถกเถียงกันว่าอะไรล่ะคือสิ่งที่ดีต่อชีวิต อะไรบวก อะไรลบ เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่นิชเช่แล้ว รวมถึงคำถามต่อนิยามของคำว่า “รัก” และ “สงสาร” ผมคิดว่าสนุกมากไม่ถึงขนาดวางไม่ลง วางลงได้เป็นพักๆแต่ไม่วายต้องรีบหาเวลามาอ่านให้จบโดยเร็ว และนี่คือตัวอย่างของประโยคที่กระตุ้นต่อมปัญญา
“เราไม่มีทางที่จะทดสอบได้ว่าการตัดสินใจอันไหนดีกว่ากัน เพราะไม่มีบรรทัดฐานอะราให้เป็นข้อเปีนยเทียขบ เรามีชีวิตผ่านทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มันจะผ่านเข้าปราศจากคำเตือนล่วงหน้า เหมือนนักแสดงที่เกิดเป็นหวัดกลางคัน แล้วชีวิตจะมีค่าอะไรเล่า หากการซ้อมละครชีวิตครั้งแรกคือชีวิตจริงนั่นเอง? นั่นคือเหตุผลที่ชีวิตเปรียยเสมือนภาพวาดโครงร่างคร่าวๆเสมอ ไม่ใช่หรอก ‘ภาพวาดโครงร่าง’ ยังเป็นคำที่ไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะภาพวาดโครงร่างคือเค้าโครงของอะไรบางอย่างเป็นต้นแบบ สำหรับภาพจริง ส่วนภาพวาดโครงร่างที่เป็นชีวิตของเรา เป็นภาพวาดโครงร่างที่ไม่เป็นรูปร่างเลย เป็นเค้าโครงที่ไม่มีรูปจริง”
“สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็เหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นเลย หากเรามีเพียงชีวิตเดียวให้มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับเราไม่เคยมีชีวิตอยู่เลย”
“จริงหรือที่ว่า ความหนักอึ้งเป็นที่น่ารังเกียจ ส่วนความเบาหวิวซิเพริศแพร้ว? ความหนักอึ้งของภาระบดขยี้เรา ทำให้เราจมดิ่งลง กดเราตรึงติดกับพื้นธรณี ทว่าในกวีนิพนธ์แห่งความรักทุกยุกทุกสมัย สตรีเพศล้วนโหยหาที่จะถูกทับถ่วงด้วยเรือนร่างบุรุษ ภาระหนักอึ้งที่สุดกลายเป็นจินตภาพแห่งความเต็มเปี่ยมอันเร่าร้อนสุดแสนของชีวิต ยิ่งภาระหนักหน่วงเพียงไร ชีวิตของเรายิ่งแนบชิดกับผืนปฐพียิ่งเป็นจริงเป็นจังและถูกต้องจริงแท้ ในทางกลับกัน ความว่างเปล่าไร้ภาระโดยสิ้นเชิงทำให้คนเบาหวิวกว่าอากาศ ลอยล่องขึ้นไปในความสูงลิบลิ่ว ละจากพื้นโลกและโลกียวิสัย กลายเป็นแค่ความจริงเพียงครึ่งๆกลางๆทุกอิริยาบถเป็นอิสรเสรีพอๆกับที่ไร้ความสำคัญ ความเบาหวิว/น้ำหนักเป็นเรื่องเล้นลับที่สุด คลุมเครือที่สุดในบรรดาเรื่องทั้งมวล”

คำถามครับปมอิดิปุสคืออะไร ใครรู้บอกทีครับ

กับ แดนลงทัณฑ์ (In der Strafkolonie) และ เรื่องสั้นอื่นๆ
ฟรานซ์ คาฟคา เขียน ถนอมนวล โอเจริญ แปล โดย แพรวสำนักพิมพ์
เป็นสไตล์ของคาฟคาที่เขียนให้ทุกอย่างคลุมเครือ แต่อ่านแล้วไม่งงนะ มันทำให้เราเกิดความรู้สึกที่แปลกแยกที่รู้สึกอยากจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่เสมอ หลังอ่านงานของเขา คราวนี้เป็นเรื่องของนักเดินทางเพื่อการค้นคว้าที่ได้รับเชิญมาดูการประหารครั้งสุดท้ายในแดนลงทัณฑ์แห่งนี้ มันจะมีบทสนทนาที่แสนพิลึกพิลั่นเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ การลงทัณฑ์ และความยุติธรรมเหมือนกับว่าเขาตั้งใจจะล้อเลียนใครอยู่ ดินแดนวรรณกรรมของคาฟคาเป็นดินแดนที่เหตุและผลที่เราเข้าใจไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรีเซ็ทความคิดความเชื่อของเราใหม่ทุกครั้งที่อ่านงานของเขา นอกจากเรื่องสั้นนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นๆประกอบอีกในเล่ม และนี่เป็นตัวอย่างสั้นๆให้อ่านกันครับ
ต้นไม้ (Die Bไume)
พวกเราเปรียบเสมือนขอนไม้บนหิมะ ดูเหมือนขอนไม้เหล่านี้วางเรียงกันธรรมดา ถ้าใช้แรงผลักนิดเดียวคงเขยื้อนมันได้ แต่มิใช่เช่นนั้นดอก ไม่มีใครขยับเขยื้อนมันได้ เพราะขอนไม้เหล่านั้นติดแน่นอยู่กับพื้นดิน แต่ดูสิ นี่เป็นเพียงดูเหมือนว่าเท่านั้น
การเดินทาง (Der Aufbruch)
ผมสั่งให้เอาม้าออกจากคอก แต่คนรับใช้ไม่เข้าใจผมเลยเดินไปที่คอกม้า ผูกบังเหียนแล้วขึ้นขี่ ขณะนั้นผมได้ยินเสียงคนเป่าแตรมาแต่ไกล ผมถามคนรับใช้ว่าเสียงแตรนั้นหมายถึงอะไร แต่เขาไม่รู้และไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เขายืนหยุดถามผมตรงหน้าประตูบ้านว่า “เจ้านายจะไปไหน” “ข้าไม่รู้ รู้เพียงว่าต้องไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่านั้น ข้าถึงจะถึงจุดหมาย” ผมตอบ “ท่านรู้จุดหมายของท่านแล้วหรือ” เขาถามต่อ “ใช่ ข้าก็บอกแล้วไงว่าจุดหมายของข้าคือไปจากที่นี่” “แต่ท่านไม่มีเสบียงอาหารติดตัวไปแม้แต่น้อย” เขาพูด ผมจึงตอบว่า “ไม่จำเป็น การเดินทางครั้งนี้ยาวนาน ข้าอาจอดตายถ้าข้าหาอะไรกินตามทางไม่ได้ เสบียงอาหารใดๆก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน โชคดีนะที่การเดินทางครั้งนี้ทั้งยิ่งใหญ่และยาวนาน”

Tuesday, May 17, 2005

ความสุขเล็กๆ ของคนคนนึง

ความสุขเล็กๆของคนคนนึง
โดย สมหวัง คุรุศาสตรา ๒๖ เม.ย. ๔๘ เวลา ๖.๐๐ น.

บางทีความสุขของเราก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
ความสุขที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป มีชีวิตต่อไปอย่างเต็มไปด้วยพลัง
ความสุขอาจมาตามสายลม....

เพียงแค่ใครสักคนยิ้มให้เราแล้วเราก็รู้สึกถึงมัน
เพียงแค่ใครสักคนคอยเอื้อมมือมาให้เราประคอง
เพียงแค่เราได้มอบสิ่งดีๆจากหัวใจเราให้คนอื่น
ความสุขที่ตื้นตันบอกไม่ถูกก็เปี่ยมล้นจากหัวใจแล้ว

บางทีแค่มองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เมฆปุยสีขาวลอยล่องท่ามกลางฟ้าสีคราม

แค่บางทีเราหาเวลาไปเดินเล่นฟังเสียงคลื่นซัดที่ชายหาดมองทอดยาวน้ำทะเลจรดขอบฟ้า
ความสุขเกิดขึ้นได้ยามเมื่อฝนตกเย็นชุ่มฉ่ำชำระจิตใจ
ยามแดดอุ่นส่องหลังฝนสะท้อนประกายสายรุ้ง

สุขเมื่อยามจ้องมองดูพระอาทิตย์ขึ้น
สุขเมื่อยามดูพระอาทิตย์ตก
สบายใจเมื่อได้อยู่ท่ามกลางแสงดาว
สบายกายเมื่อนอนมองกระต่ายตัวอ้วนบนพระจันทร์กลมๆคืนเดือนหงาย

มีความสุขกับการฟังเพลง บรรเลงทำนองที่ไพเราะ
หลับตาฟังเสียงลมพัดผ่านใบไม้ไหวต้องลม
ดมกลิ่นหอมของไอดินเมื่อแดดยามเช้าหอบมากระทบ
กลิ่นบุปผาดอกไม้หอมรัญจวนคละเคล้ากับความเย็นฉ่ำของน้ำค้างยอดหญ้าที่สะท้อนแดดพราวระยิบ

ตอนนี้แม้ว่าผมยังไม่ได้นอน แต่ก็ยังรู้สึกสบายใจ สุขใจ
ผมไม่มีเงินปึกหนาในกระเป๋า ไม่มีทรัพย์สินมากมาย
ไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่คนเก่ง
ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์
ผมเป็นคนเดินดินธรรมดา ติดระเรี่ยดิน
แต่ผมก็ยังรู้สึกอิ่มใจที่ผมเป็นผม.....

วันนี้ ผมมีความสุขที่มองออกไปนอกหน้าต่างยามหกโมงเช้า
ยังคงเห็นพระจันทร์ดวงกลมๆลอยบนท้องฟ้า
ในบรรยากาศสดชื่นตอนเช้า เสียงนกเริ่มบินออกจากรัง
ฟังเพลงเพราะๆ สบายๆ นั่งนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ปล่อยใจพักสมอง
ผมได้รู้จักคนดีๆมากมาย
หลายคนมีความน่าสนใจ
ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเค้า ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกดีๆแก่กัน
เมื่อผมเดินออกไปภายนอก ยังคงมีคนยิ้มให้กัน
รอยยิ้มพิมพ์ใจไม่ได้เป็นสิ่งที่หาได้ยากเย็นนัก
ถ้าเรารู้จักยิ้มนั้นก่อน ความสุขที่ได้รับจากการให้
พลังแห่งน้ำใจ ดูเหมือนจะยังพอหาได้ในบ้านเมืองที่ผมอยู่

แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้วครับ
วันนี้ผมก็ยังคงต้องมีภาระ มีสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำทั้งวันต่อไปแน่นอน
เพราะชีวิตในชาตินี้ยังไม่สิ้นนี่นา
แต่ดูเหมือนตอนนี้จะไม่เบื่อเลยที่จะได้เดินทาง ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ
รวมทั้งการได้รู้จัก ได้เข้าใจ การได้มอบสิ่งที่งดงามแก่คนที่เรารู้สึกดีด้วย
มีเพียงบางจังหวะเวลา บางช่วงทำนองของชีวิตเท่านั้น

แม้ว่าจะมีความสุขดี แต่ก็คงยังรู้สึกเหงา.....

ณ ถิ่นแดน แห่งผืนดาว
......พร่างพราว พริบแพรวพราย
ณ ดินแดน แผ่นผืนทราย

......ซบแทรกกาย ซุกซอกซอน
ณ เงาจันทร์ ระยิบแย้ม

......แต้ม ดวงศศิธร
ณ เงาไม้ ต้องลมอ่อน
......เอนโอนอ้า ท้าวาโย

ณ พสุธร อุ่นอกแม่

......ที่ก่อแก่ กำเนิดตน
ณ นที ไหลหลากล้น

......คือกษีระ ธารา
ณ วายุ ทะนุน้อม

......ขยับอ้อม เอนกายา
ณ อัคคี คือวิญญา

......ละลุล่วง แห่งดวงไฟ

ณ สิ่ง ที่เราเป็น

....ณ ที่เห็น ณ ดวงนัยน์

ณ นี้ คือสิ่งใด

....นอกจากความ เป็น หนึ่งเดียว

ณ ทั่วแผ่นผืนดาว

....หรือทรายขาว เงาไม้เขียว

ณ ดวงระเด่นเดียว

....อีกกายา คือสากล


พระจันทร์สีทอง (บอย)

ประทีปในความมืดมิด

ประทีบในความมืดมิด
โดย สมหวัง คุรุศาสตรา ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๘, ๗.๕๕ น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านชานเมืองแห่งหนึ่ง
และที่นั่นยังคงมีความสวยงามของธรรมชาติหลงเหลืออยู่
ชาวบ้านมีความสุขกับการทำมาหาเลี้ยงชีพกันอย่างง่ายๆ
ทำไร่ ทำสวน จับปลาอย่างง่ายๆไม่มีการแข่งขัน อยากร่ำรวย
คนในครอบครัวรักใคร่ ชาวบ้านสามัคคี เป็นหมู่บ้านที่เปี่ยมสุข


หมู่บ้านแห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์เรื่องอาหารอย่างพอเพียง
ไม่มีการแก่งแย่งแข่งกันจึงเต็มไปด้วยความเกื้อกูล
จึงพอมีเวลาร้องรำทำเพลง แต่งกวี มีศิลปะเกิดขึ้นมากมายในช่วงนั้น
เพลง นิทาน กวี ศิลปะ บรรยายถึงความสุข ความงาม ของชาวบ้านที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ความงามเหล่านั้นได้หล่อเลี้ยงจิตใจชาวบ้านให้เต็มไม่รู้สึกพร่อง
เป็นช่วงเวลาที่ที่แสนสุขและอบอุ่นของชาวบ้าน


หลังจากนั้น ต่อมาไม่นานนักก็ได้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
ตัวเมืองได้เจริญมารุกลามพร้อมตึกสูง ถนนรถยนต์ต่างๆเริ่มคืบคลานเข้ามา
ชาวบ้านกลับกลายเป็นชาวเมือง สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
อาชีพของแต่ละคนไม่สามารถทำกันอย่างสบายๆ เรียบง่ายต่อไป
ธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็ลดลง แต่ความอยากได้ของชาวเมืองเพิ่มมากขึ้น
ขณะนี้ ทุกคนในหมู่บ้าน อยากมีบ้านใหญ่ๆ มีรถขับ
เพราะชาวเมืองบอกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ชาวบ้านซึ่งจะปรับตัวอยากเป็นชาวเมืองจึงต้องเร่งรีบแข่งขันทำงาน
บางคนใจร้อนจึงขายที่ขายทางเพื่อจะได้เงินมา ทำทุนหากิน
โดยไม่ได้คิดว่าเค้ากำลัง ขายทุนทำกิน ไปในราคา ขาดทุน


เวลาของชาวเมืองน้อยกว่าชาวบ้านมากนัก
ศิลปะการชื่นชมความงามธรรมชาติจึงลดน้อยลง ลดน้อยลง
จนในที่สุด เราก็เหลือเพียงร่องรอยของความงามเหล่านั้นเท่านั้น
ชาวเมืองไม่มีเวลาจะมานั่งจ้องมองศิลปะแล้วชื่นชม เพราะไม่เกิดสินทรัพย์ได้


แต่ก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ที่ยังใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน
ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความงามของหมู่บ้านให้เด็กๆฟัง
ในรูปแบบของเรื่องเล่า และนิทาน ให้เด็กๆที่ยังคงมีจินตนาการและเปิดกว้าง
เค้าได้มอบเมล็ดแห่งความหวังแก่เด็กๆ ที่จะเป็นผู้ใหญ่ต่อไป
แล้วบอกกล่าวแก่เด็กๆว่าเมื่อปลูกเมล็ดนี้ โดยวิธีตามนิทานแห่งความงาม
สิ่งที่หวังจะเป็นจริงได้เมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นมา


ประทีป ก็เป็นเด็กคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับฟังนิทานแห่งความงาม
เพื่อนๆของประทีปหลายคนก็ได้รับฟังนิทานเช่นกัน
และเมื่อทุกคนเติบโตขึ้น หลายคนลืมเรื่องเล่าของนิทาน ได้ทำเมล็ดแห่งความหวังหายไป
บางคนกลับจำเรื่องเล่าได้อย่างแม่นยำ แต่ไม่เชื่อว่าเมล็ดแห่งความหวัง
จะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งทรัพย์สินตามที่หวังได้ เค้าจึงไม่คิดจะเอาเมล็ดไปปลูก


ประทีป เก็บเมล็ดแห่งความหวังไว้กับตัวเองมาตลอดจะได้เติบโตเป็นหนุ่ม
เรื่องราวนิทานแห่งความงามที่ได้ฟัง ยังคงโลดแล่นอยู่ในหัว
และมีความสุขทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องเล่าจากปู่ของเค้า
ทุกครั้งที่ประทีปทุกข์ร้อนใจในภาวะบีบคั้นต่างๆ
ประทีปก็จะนึกถึงเรื่องราวแห่งความงาม เค้าก็จะกลับมีความสุขขึ้นมาอีกหนหนึ่ง แต่ไม่นานก็ดับลง
จินตนาการถึงหมู่บ้านแสนสุขดูเหมือนจะเป็นความหวังที่อยากให้เป็นจริงของเค้าในเวลานี้
ความฝันที่จะอยู่ในหมู่บ้านที่เปี่ยมสุขใช้ชีวิตเรียบง่าย
ชื่นชมความงามธรรมชาติ และสร้างสรรค์ศิลปะกล่อมเกลาจิตใจ
เหล่านี้เป็นเรื่องที่ได้เพียงแต่จินตนาการความฝันเท่านั้นหรือ


ประทีปตั้งคำถามแก่ตัวเองในใจ
และทบทวนเรื่องเล่าเพื่อหาวิธีการปลูกเมล็ดแห่งความหวัง
วิธีที่อยู่ในนิทานที่ได้ฟังเมื่อครั้งเป็นเด็ก จะเป็นแค่นิทานหลอกเด็กรึป่าว
เค้าไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินคนที่สามารถปลูกเมล็ดแห่งความหวังได้สักคน
ความขัดแย้งและสับสนได้เกิดขึ้นในจิตใจของประทีป
ซ้ำดูเหมือนว่าเวลาของชีวิตชาวเมืองของเค้ายังสั้นและหมุนเร็วยิ่งนัก


เพื่อนรอบๆข้างของประทีปไม่มีใครสนใจที่จะไปตามหาวิธีในนิทานหลอกเด็ก
เค้าต้องการสร้างความหวังทางการเงินด้วยตัวของเค้าเอง
ความสำเร็จสูงสุด อาชีพ เกียรติยศ ฐานะ
นี่คือความหวังที่เค้าจะไขว่คว้าด้วยความพยายามสูงสุดของชีวิตหนึ่งด้วยตัวเอง
เค้ามองว่าประทีปเกียจคร้านเพ้อฝัน มัวแต่นั่งคิดไร้สาระเปลืองเวลาทำมาหากิน


ความอลหม่านของตรรกะในใจประทีปได้ผุดบังเกิดขึ้น
เค้าจะทำอย่างไร อะไรคือความจริง อะไรคือความไม่จริง
อะไรคือของแท้ อะไรคือของเทียม
อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ อะไรคือสิ่งที่ไม่ทำ
อะไรคือสิ่งที่ต้องคิด อะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องคิด
อะไรที่จับต้องได้ อะไรคือสิ่งที่จับต้องไม่ได้
อย่างไรถึงเรียกว่าจินตนาการ อะไรเรียกว่าความหวัง
คำถามร้อยแปดประการได้เข้ามาพร้อมกับความขัดแย้งในเวลาอันสั้น


ประทีปรู้สึกอ่อนเพลียหมดแรงกำลังลง เมื่อความคิดยุ่งเหยิง
เขานึกถึงคำของปู่ที่ได้ตั้งชื่อของเค้าว่า ประทีป
ปู่บอกว่า
ในยามมืดมนที่สุด ให้เขาพยายามมองเข้าไปในที่มืดมิดอย่างตั้งใจ
เขาจะเห็นความหวัง และความหวังจะเป็นดวงไฟที่จะส่องแสงนำทางให้แก่เขาพบกับแสงสว่างอีกครั้ง


ปู่เน้นว่า
ยามมืดมิดที่สุด จงตั้งสติมองหาประทีปเพื่อจะนำทางชีวิต
แม้จะเป็นเพียงเปลวไฟเล็กๆ จงอย่าดับมันลงด้วยตัวของเรา
หลังจากอ่อนเพลียกับความคิดเหนื่อยอ่อน
และเมื่อได้คิดถึงคำปลอบประโลมของปู่อันอบอุ่น
เขาก็ได้ยิ้มพร้อมกับหลับตาลงนอนหลับฝันดี
เขานอนท่ามกลางหมู่ดาวที่พร่างพราวระยิบส่องแสงเป็นล้านๆดวงในคืนเดือนมืดมิด

ซึ่งแม้ตะวันจะดับ เดือนจะเลื่อนลับ แสงจากดาวก็ยังคงส่องสว่างทั่วนภา
แม้ว่าดาวจะไม่ได้ให้ความอบอุ่นจากแสงของมัน
แต่ทุกครั้งที่เรามองดูดาวแล้วยังมีความหวัง ใจก็ยังคงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

รักแห่งธรรมชาติ : ธรรมชาติแห่งรัก : Nature of Love

ในโอบกอดของธรรมชาติ..

จิตวิญญาณแห่งความรัก เติบใหญ่และอบอุ่น

ในอ้อมกอดแห่งรัก

ธรรมชาติแห่งนิรันดร์กาลดำรงอยู่